Friday, 31 October 2008

เขมรัฐตุงคบุรี…ที่เชียงตุง

ง่ายแสนง่ายจากไทย...พม่า
พวกเรา 5 คนลงรถที่สถานีขนส่งแม่สายแต่เช้าตรู่ ต่อ รถสองแถวที่จอดรอคิวอยู่ไม่ไกลนักเพื่อไปยังชายแดนด่านแม่สาย ซึ่งพวกเราไม่ลืมว่าต้องแวะลงหน้าที่ว่าการอำเภอเพื่อทำบัตรผ่านแดนไทย-พม่า ก่อน โดยบัตรผ่านแดนที่ทำเป็นแบบชั่วคราวผมเราสามารถอยู่ในพม่าได้ ถึง 7 วัน ซึงเพียงพอแล้วสำหรับทริปนี้ เมื่อยื่นบัตรประชาชนกับเงินอีก 30 บาท รอไม่ถึง 5 นาทีก็ได้บัตรผ่านแดนมาถือไว้ในมือทุกคน ขึ้นรถสองแถวอีกครั้งเพื่อต่อไปที่ชายแดนแม่สายของไทย ก่อนที่จะข้ามไปด่านท่าขี้เหล็กของพม่า เช้านี้ มองเห็นผู้คนยังไม่มากนัก ร้านค้าก็ยังเปิดไม่หมดอาจเพราะยังเช้าอยู่มาก ไม่กี่อึดใจต่อมาพวกเราก็มาเหยียบบนผืนแผ่นดินพม่าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ บันทึกการเดินทางครั้งนี้ ง่ายไหมครับ…. แต่อย่าลืมติดต่อทำบัตรผ่านเข้าด่านพม่าเพื่อเข้าเชียงตุงด้วยนะ

จากเขมรัฐตุงคบุรี….เป็นเชียงตุง
เคย ได้ยินไหม “ห้าเชียง” โดยที่เมืองเชียงตุงคือ 1 ในบรรดา “ห้าเชียง” และเป็นเมืองหนึ่งในรัฐฉานของพม่าในปัจจุบัน เขมรัฐเชียงตุงหรือเชียงตุงนั้นตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำขึนหรือแม่ น้ำเขิน ชาวไทที่อาศัยอยู่จึงถูกเรียกว่า “ชาวไทขึน” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการทำเครื่องเขินมาแต่อดีตกาล ย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. 2005 เมืองเชียงตุงแห่งนี้เคยเป็น “แคว้นสหรัฐไทยเขิน” อยู่ใต้การปกครองของประเทศไทย ซึ่งตรงกับสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 ปีก็ตาม แต่ปัจจุบันหลายชนชาติได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุงแห่งนี้ มีทั้งจีน พม่า ไทยลื้อและชนเผ่าอื่นๆอีกมาก

สามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู ซาววัด
รถ TAXI คันน้อยพาพวกเรา 5 คนวิ่งเลียบแม่น้ำยงขะ ผ่านทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา พวกเราไม่เคยเห็นนาข้าวที่ไหนสวยเท่านี้มาก่อน สร้างความอัศจรรย์ทำให้ข่มตาหลับไม่ลง ซึ่งปกติจะหลับเป็นตาย ตลอดระยะทาง 160 กิโลเมตร ผ่านด่านหลายต่อหลายครั้ง และแล้วพวกเราก็ถึงที่หมาย…..เขมรัฐตุงคบุรีหรือเชียงตุง
สามจอม หรือ สามดอยที่โอบล้อมรอบเมืองเชียงตุงเอาไว้ เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ มีพระยืนบนจอมสัก ปาง ชี้นิ้วลงมาที่เมืองข้างล่าง ด้วยความเชื่อว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรือง จอมคำเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมคำ เจดีย์องค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่ามมองเห็นได้จากหนองตุง และจอมมน ที่มีต้นยางเก่าแก่อายุเกิน 200 ปี เดิมเคยเป็นที่แขวนคอนักโทษ แต่ปัจจุบันกลายเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม
เจ็ดเชียง ที่เชียงตุงมีหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีชื่อนำหน้าด้วยคำว่า “เชียง” อยู่ในเมืองและรอบประตูเมืองด้วยกัน 7 แห่ง จึงเป็นที่มาของคำว่าเจ็ดเชียง
เก้าหนองน้ำเล็กใหญ่ ที่ทำให้เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ในเรื่องน้ำ โดยเฉพาะหนองน้ำที่สำคัญคือ หนองตุง หนองน้ำใหญ่ที่สุดกลางเมืองที่ไม่เคยลดหรือเหือดแห้งเลย พวกเราชอบบรรยากาศริมหนองตุงมากโดยเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็นได้นั่งจิบกาแฟ หรือชา แกล้มผักชุบแป้งทอดไปด้วย สุดยอดจริงๆ!!! ขอบอก
สิบสองประตู เมือง เป็น เส้นทางเข้าออกคล้ายทิศของเข็มนาฬิกาและเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับเส้นทางเดิน ทางไปเมืองอื่นๆ แต่ที่ยังคงสภาพประตูให้เห็นเหลือเพียงประตูป่าแดดเท่านั้น ตั้งอยู่ใกล้กับกู่เจ้าฟ้าหรือสุสานเจ้าฟ้า
กว่า 20 วัด ในประตูเมือง พวกเราไม่สามารถไปชมความงดงามได้หมดด้วยเวลาเพียงไม่กี่วัน ทุกๆ วัดจะมีการสร้างเจดีย์ทองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดในประเทศพม่าเหมือนกันหมด โชคดีที่พวกเราไปช่วงวันเข้าพรรษาทำให้กลางคืนสว่างไสวจากแสงเทียนและกลิ่น หอมจากดอกไม้ ที่ชาวไทนำมาไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็นุ่งขาวห่มขาวนอนค้างที่วัด 1 คืน
โดยวัดที่สำคัญที่สุดเห็นจะ เป็นวัดพลาหลวงหรือวัดมหาเมียตมุณี ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระหน้าใสองค์ใหญ่จำลองมาจากเมืองมัณฑเล วัดนี้ตั้งอยู่กลางวงเวียนสามารถเข้าออกได้ 4 ทิศทาง ฝั่ง ตรงข้ามเป็นวัดหัวข่วงและวัดพระแก้วมีศิลปะและสีสันแตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ด้านหลังวัดพระแก้วเป็นที่ตั้งของเทวดาเมืองที่ชาวเมืองเคารพนับถือกราบไหว้ บูชาสักการะ ถัดมาวัดจอมคำมีเจดีย์ใหญ่ที่กล่าวไว้ตอนต้น ภายในวัดสวยงามมากมีการใช้กระจกมาประดับตามเสาและผนังแตกต่างจากวัดอื่นๆ ใกล้ๆวัดยังเป็นหมู่บ้านช่างตีมีดอีกด้วย
วัดเชียงอิน วัดเก่าแก่อีกแห่งที่ควรแวะไปชมอย่างยิ่ง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปโบราณมากที่สุด ภายในโบสถ์มีการใช้สีแดงสลับสีทองเช่นเดียวกับวัดอื่นเพียงแต่มีลวดลายสวย งามกว่า พวกเราอยากจะเชื่อว่า วัดชนวัดกว่าซาววัด (ยี่สิบวัด) ในกำแพงเมืองและกว่า 50 วัด รอบชานเมือง คงจะจริงตามที่มีผู้สำรวจได้บันทึกเอาไว้ เพราะพวกเรามองไปทางไหนก็เห็นเจดีย์ทองอยู่ทั่วไปทั้งเมืองและเห็นไกลออกไป บนจอม(ดอย) นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวไทขึนยังคงไว้ซึ่งการนับถือศาสนาพุทธอย่างแรงกล้า แม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปความเจริญเริ่มเข้ามา ตึกเริ่มโผล่ให้เห็นโรงแรมทันสมัยเริ่มก่อสร้าง แต่ไม่ทำให้ศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาลดน้อยลงไปเลย
ด้านนอกกำแพงเมืองมี ชนเผ่ารายล้อมอยู่ตามจอมต่างๆ พวกเราเลือกไปดูความเป็นอยู่ของเผ่าอาขื่อ และเผ่าแอ่น ที่ไม่ค่อยได้พบเห็น เส้นทางที่ไปออกจะลำบากนิดหน่อยเนื่องจากเป็นทางดินลูกรัง แต่ละหมู่บ้านต้องลงเดินต่ออีกเล็กน้อยเพราะรถขึ้นไม่ได้ การแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ระหว่างทางพวกเราเห็นหมู่บ้านไทยลื้อที่สร้างด้วยอิฐดินสีส้มสวยแปลกตาไปอีก แบบ
กาดหลวง เปิดตั้งแต่เช้าตรู่ ผู้ คนมากมายไปเดินจับจ่ายซื้อของมีทั้งจากไทย จีนและพม่า ตลอดจนสินค้าการเกษตรจากชาวเผ่าต่างๆ อาหารเช้ามื้อสามารถก็หากินในกาดหลวงนี้ได้ โดยเฉพาะโรตีโอ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นจนล้นทะลักร้าน