Showing posts with label Travel to Myanmar. Show all posts
Showing posts with label Travel to Myanmar. Show all posts

Saturday, 20 June 2009

Mrauk U Program โปรแกรมเที่ยวมรัคอู

Optional Tour { Mrauk U Extension }
Covers: Sittway - Mrauk U
Duration: 5 Days / 4 Nights

Brief Itinerary
Day 1 Fly for Sittway, and visit in and around
O/N in Sittway

Day 2 Boat trip to MraukU, Continue to Shitthaung Pagoda
O/N in MraukU

Day 3 Visit in around Tapintaing Old Palace, and Pagodas
O/N in MraukU

Day 4 Boat trip back to Sittway, and sightseeing
O/N in Sittway

Day 5 Morning visit to Sittway market around then flight back to Yangon

Details Itinerary
Day 1 : Morning flight to Sittway, and transfer to Guest house. Walk around the town, and visit the Museum and traditional hand weaving cottage industry. Overnight in Sittway.

Day 2 : Boat trip to MraukU, the Second Richest Archaeological site after Bagan. Stop at some village on the shore to learn the daily life. Continue to MraukU and in the evening visit Shitthaung Pagoda and Dukhan Thein before sunset. Overnight at Nawarat Hotel, in front of MraukU Hotel.
Day 3 : Visit of Tapintaing Old Palace, Lakmanaung Pagoda, Zinamanaung Pagoda, Mingalarmanaung Pagoda, Satkyamanaung Pagoda, and Yatanamanaung Pagoda, which are known as Five victories FIVE SENCES OF LORD BUDDHA,………overnight in MraukU.
Day 4 : Boat trip back to Sittway, and sightseeing in the canal by small boat to learn the life of the people. Overnight in Sittway.
Day 5 : Morning visit to Sittway market to watch the activities of surrounding people before flight back to Yangon.

Tuesday, 4 November 2008

เมืองลา…เมืองร้างที่เคยศิวิไลท์

เมืองลา เมืองชายแดนพม่าติดกับจีนเป็นประตูสู่สิบสองปันนา ปกครองโดยพม่า(ว้าแดง) ประชากร ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนซึ่งเข้ามาทำกิจการคาสิโนและโรงแรม พวกเราไม่แปลกใจเลยเมื่อต้องจ่ายเงินเป็นเงินหยวนของจีน ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปี จากเมืองเล็กๆ กลายเป็นเมืองใหญ่ศิวิไลท์เทียบเคียงเมืองเชียงใหม่เลยทีเดียว กลางคืนเมืองลาที่ไม่เคยหลับใหล แต่ปัจจุบันทำไมกลายเป็นเมืองที่แสนสงบเงียบ ผู้คนบางตา ร้านค้า โรงแรมปิดกิจการไปมากมาย ประตูคาสิโนทั้งหมดถูกคล้องโซ่และลูกกุญแจปิดตาย แม่ครัวที่ร้านอาหารช่วยพวกเราไขข้อสงสัยว่า ต้นปีทางการจีนสั่งปิดบ่อนคาสิโนด้วยปัญหาทางการเมืองและไม่มีกำหนดเปิด ซากบ่อนคาสิโนกลายเป็นโบราณสถานของเมืองลาที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองใน อดีต
ยาม ค่ำคืน พวกเรามองเห็นแต่แสงไฟจากพระธาตุจินตะสว่างไสวอยู่บนยอดดอยแต่ไกล ภายในพระธาตุนี้มีการสร้างแบบจำลองสถานที่สำคัญในพม่าตามเมืองต่างๆ ด้านนอกมีภาพเขียนนูนต่ำที่ทำให้พวกเราหลงใหลไปกับสีสันสดใสที่บรรดาจิตตกร ได้ละเลงเอาไว้ หน้าพระธาตุมีพระพุทธรูปยืนชี้นิ้วลอกเลียนแบบมาจากที่เชียงตุง ใกล้ๆ พระธาตุเห็นตึกสีชมพูสดใสสร้างความสนใจให้พวกเราต้องแวะลงไปดู เป็นพิพิธภัณฑ์ยาเสพติดซึ่งเป็นที่แสดงประวัติศาสตร์และภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในพม่านั่นเองตลาด ยามเช้าสุดจะคึกคักไม่แพ้ที่เชียงตุงมีผู้คนหนาตากว่าตามถนนหนทาง ที่ประหลาดใจเห็นจะเป็นการแบ่งแยกสินค้าเป็นหมวดหมู่ไม่ปนกันแม้ว่าเป็นตลาด เล็กๆ พวกเราพบเห็นสัตว์ป่าต่างๆ มีวางขายให้เห็นมากมาย เช่น อุ้งตีนหมี ตัวอ้น งูเหลือม ลิง กวางหรือเก้ง ตลอดจนนกสวยงาม ชวนให้พวกเรารู้สึกสงสารจับใจ.........

“ อย่ากินอย่างม่าน อย่าทำทานอย่างไต”

Friday, 31 October 2008

เขมรัฐตุงคบุรี…ที่เชียงตุง

ง่ายแสนง่ายจากไทย...พม่า
พวกเรา 5 คนลงรถที่สถานีขนส่งแม่สายแต่เช้าตรู่ ต่อ รถสองแถวที่จอดรอคิวอยู่ไม่ไกลนักเพื่อไปยังชายแดนด่านแม่สาย ซึ่งพวกเราไม่ลืมว่าต้องแวะลงหน้าที่ว่าการอำเภอเพื่อทำบัตรผ่านแดนไทย-พม่า ก่อน โดยบัตรผ่านแดนที่ทำเป็นแบบชั่วคราวผมเราสามารถอยู่ในพม่าได้ ถึง 7 วัน ซึงเพียงพอแล้วสำหรับทริปนี้ เมื่อยื่นบัตรประชาชนกับเงินอีก 30 บาท รอไม่ถึง 5 นาทีก็ได้บัตรผ่านแดนมาถือไว้ในมือทุกคน ขึ้นรถสองแถวอีกครั้งเพื่อต่อไปที่ชายแดนแม่สายของไทย ก่อนที่จะข้ามไปด่านท่าขี้เหล็กของพม่า เช้านี้ มองเห็นผู้คนยังไม่มากนัก ร้านค้าก็ยังเปิดไม่หมดอาจเพราะยังเช้าอยู่มาก ไม่กี่อึดใจต่อมาพวกเราก็มาเหยียบบนผืนแผ่นดินพม่าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ บันทึกการเดินทางครั้งนี้ ง่ายไหมครับ…. แต่อย่าลืมติดต่อทำบัตรผ่านเข้าด่านพม่าเพื่อเข้าเชียงตุงด้วยนะ

จากเขมรัฐตุงคบุรี….เป็นเชียงตุง
เคย ได้ยินไหม “ห้าเชียง” โดยที่เมืองเชียงตุงคือ 1 ในบรรดา “ห้าเชียง” และเป็นเมืองหนึ่งในรัฐฉานของพม่าในปัจจุบัน เขมรัฐเชียงตุงหรือเชียงตุงนั้นตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำขึนหรือแม่ น้ำเขิน ชาวไทที่อาศัยอยู่จึงถูกเรียกว่า “ชาวไทขึน” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการทำเครื่องเขินมาแต่อดีตกาล ย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. 2005 เมืองเชียงตุงแห่งนี้เคยเป็น “แคว้นสหรัฐไทยเขิน” อยู่ใต้การปกครองของประเทศไทย ซึ่งตรงกับสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 ปีก็ตาม แต่ปัจจุบันหลายชนชาติได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุงแห่งนี้ มีทั้งจีน พม่า ไทยลื้อและชนเผ่าอื่นๆอีกมาก

สามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู ซาววัด
รถ TAXI คันน้อยพาพวกเรา 5 คนวิ่งเลียบแม่น้ำยงขะ ผ่านทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา พวกเราไม่เคยเห็นนาข้าวที่ไหนสวยเท่านี้มาก่อน สร้างความอัศจรรย์ทำให้ข่มตาหลับไม่ลง ซึ่งปกติจะหลับเป็นตาย ตลอดระยะทาง 160 กิโลเมตร ผ่านด่านหลายต่อหลายครั้ง และแล้วพวกเราก็ถึงที่หมาย…..เขมรัฐตุงคบุรีหรือเชียงตุง
สามจอม หรือ สามดอยที่โอบล้อมรอบเมืองเชียงตุงเอาไว้ เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ มีพระยืนบนจอมสัก ปาง ชี้นิ้วลงมาที่เมืองข้างล่าง ด้วยความเชื่อว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรือง จอมคำเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมคำ เจดีย์องค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่ามมองเห็นได้จากหนองตุง และจอมมน ที่มีต้นยางเก่าแก่อายุเกิน 200 ปี เดิมเคยเป็นที่แขวนคอนักโทษ แต่ปัจจุบันกลายเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม
เจ็ดเชียง ที่เชียงตุงมีหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีชื่อนำหน้าด้วยคำว่า “เชียง” อยู่ในเมืองและรอบประตูเมืองด้วยกัน 7 แห่ง จึงเป็นที่มาของคำว่าเจ็ดเชียง
เก้าหนองน้ำเล็กใหญ่ ที่ทำให้เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ในเรื่องน้ำ โดยเฉพาะหนองน้ำที่สำคัญคือ หนองตุง หนองน้ำใหญ่ที่สุดกลางเมืองที่ไม่เคยลดหรือเหือดแห้งเลย พวกเราชอบบรรยากาศริมหนองตุงมากโดยเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็นได้นั่งจิบกาแฟ หรือชา แกล้มผักชุบแป้งทอดไปด้วย สุดยอดจริงๆ!!! ขอบอก
สิบสองประตู เมือง เป็น เส้นทางเข้าออกคล้ายทิศของเข็มนาฬิกาและเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับเส้นทางเดิน ทางไปเมืองอื่นๆ แต่ที่ยังคงสภาพประตูให้เห็นเหลือเพียงประตูป่าแดดเท่านั้น ตั้งอยู่ใกล้กับกู่เจ้าฟ้าหรือสุสานเจ้าฟ้า
กว่า 20 วัด ในประตูเมือง พวกเราไม่สามารถไปชมความงดงามได้หมดด้วยเวลาเพียงไม่กี่วัน ทุกๆ วัดจะมีการสร้างเจดีย์ทองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดในประเทศพม่าเหมือนกันหมด โชคดีที่พวกเราไปช่วงวันเข้าพรรษาทำให้กลางคืนสว่างไสวจากแสงเทียนและกลิ่น หอมจากดอกไม้ ที่ชาวไทนำมาไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็นุ่งขาวห่มขาวนอนค้างที่วัด 1 คืน
โดยวัดที่สำคัญที่สุดเห็นจะ เป็นวัดพลาหลวงหรือวัดมหาเมียตมุณี ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระหน้าใสองค์ใหญ่จำลองมาจากเมืองมัณฑเล วัดนี้ตั้งอยู่กลางวงเวียนสามารถเข้าออกได้ 4 ทิศทาง ฝั่ง ตรงข้ามเป็นวัดหัวข่วงและวัดพระแก้วมีศิลปะและสีสันแตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ด้านหลังวัดพระแก้วเป็นที่ตั้งของเทวดาเมืองที่ชาวเมืองเคารพนับถือกราบไหว้ บูชาสักการะ ถัดมาวัดจอมคำมีเจดีย์ใหญ่ที่กล่าวไว้ตอนต้น ภายในวัดสวยงามมากมีการใช้กระจกมาประดับตามเสาและผนังแตกต่างจากวัดอื่นๆ ใกล้ๆวัดยังเป็นหมู่บ้านช่างตีมีดอีกด้วย
วัดเชียงอิน วัดเก่าแก่อีกแห่งที่ควรแวะไปชมอย่างยิ่ง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปโบราณมากที่สุด ภายในโบสถ์มีการใช้สีแดงสลับสีทองเช่นเดียวกับวัดอื่นเพียงแต่มีลวดลายสวย งามกว่า พวกเราอยากจะเชื่อว่า วัดชนวัดกว่าซาววัด (ยี่สิบวัด) ในกำแพงเมืองและกว่า 50 วัด รอบชานเมือง คงจะจริงตามที่มีผู้สำรวจได้บันทึกเอาไว้ เพราะพวกเรามองไปทางไหนก็เห็นเจดีย์ทองอยู่ทั่วไปทั้งเมืองและเห็นไกลออกไป บนจอม(ดอย) นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวไทขึนยังคงไว้ซึ่งการนับถือศาสนาพุทธอย่างแรงกล้า แม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปความเจริญเริ่มเข้ามา ตึกเริ่มโผล่ให้เห็นโรงแรมทันสมัยเริ่มก่อสร้าง แต่ไม่ทำให้ศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาลดน้อยลงไปเลย
ด้านนอกกำแพงเมืองมี ชนเผ่ารายล้อมอยู่ตามจอมต่างๆ พวกเราเลือกไปดูความเป็นอยู่ของเผ่าอาขื่อ และเผ่าแอ่น ที่ไม่ค่อยได้พบเห็น เส้นทางที่ไปออกจะลำบากนิดหน่อยเนื่องจากเป็นทางดินลูกรัง แต่ละหมู่บ้านต้องลงเดินต่ออีกเล็กน้อยเพราะรถขึ้นไม่ได้ การแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ระหว่างทางพวกเราเห็นหมู่บ้านไทยลื้อที่สร้างด้วยอิฐดินสีส้มสวยแปลกตาไปอีก แบบ
กาดหลวง เปิดตั้งแต่เช้าตรู่ ผู้ คนมากมายไปเดินจับจ่ายซื้อของมีทั้งจากไทย จีนและพม่า ตลอดจนสินค้าการเกษตรจากชาวเผ่าต่างๆ อาหารเช้ามื้อสามารถก็หากินในกาดหลวงนี้ได้ โดยเฉพาะโรตีโอ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นจนล้นทะลักร้าน